กาญจนบุรี [เขาช้างเผือก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ]
posted on 05 Nov 2011 12:27 by pen9-atichartแคว้นโบราณ ด่านเจดีย์
มณีเมืองกาญจน์
สะพานข้ามแม่น้ำแคว
แหล่งแร่ น้ำตก
ก า ญ จ น บุ รี ...เขาช้างเืผือก คมมีดวัดใจ ทุ่งหญ้าสีทองบนสันเขา...
00.00 น. ของวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2554 พวกเรา 7 ชีวิตจะไปเดินเล่น กินลม กันชิวๆ และขอวัดใจกับสันคมมีดเพื่อพิชิตยอดเขาช้างเผือก ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,249 เมตร
เป้าหมายของเราในครั้งนี้ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ตั้งอยู่ที่ อ.ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี รวมระยะทางโดยประมาณ 271.23 กิโลเมตร เราออกจากกรุงเทพด้วยเส้นทาง สมุทรสาคร ดำเนินสะดวก ราชบุรี เข้ากาญจนบุรี เราใช้เส้นทางนี้เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ เผื่อหลีกการเผชิญหน้ากับน้องน้ำ ถึงจังหวัดกาญจนบุรีเราใช้ทางหลวงหมายเลข 323 เพื่อเดินทางมุ่งหน้าไปที่อ.ทองผาภูมิ มาถึงสามแยกบ้านทองโย๊ะเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3272
เวลา 04.00 น. พวกเรามาถึงหน้าที่ทำการเขื่อนเขาแหลม เจ้าหน้าที่จะเปิดให้เราเข้า 06.00 น. เราจึงพักผ่อนกันที่หน้าทำการเขื่อนเขาแหลมเพื่อรอเวลา
สองข้างทางระหว่างไปที่เขื่อนเขาแหลม สวยงานแหละบรรยากาศสดชื่นเย็นสบาย เราค่อยๆลดกระจกลงเพื่อรับอากาศบริสุทธิ รถไตร่ขึ้นทางชันของสันเขื่อน เราแวะถ่ายรูปแล้วรับอากาศยามเช้ากันที่นี้
อะรูปแรกก็โดดกันเลย
ตามด้วยทำ Mv ไปอีกหนึ่งภาพ
เนื่องจากอากาศปิดเลยเอายอดเขามาฝาก
กลับออกมาที่ทางหลวงหมายเลข 3272 เราแวะที่จุดชมวิว กม.15 เพื่อทำธุระ
กับพักผ่อน
หลังจากที่ทำธุระ พักผ่อน เราเดินทางต่อไปที่ อช.ทองผาภูมิ จ่ายค่าทำเนียมเข้าอช.คนละ 40 บาท ค่ากางเต้น คนละ 30 บาท เรามาถึงเป็นกลุ่มแรก เลยจับจองพื้นที่กางเต้นได้อย่างสบายใจ คืนนี่เราจะนอนกันที่นี้ ห้องน้ำสะอาด บรรยากาศดี สองทุ่มตัดไฟฟ้า แต่ร้านค้าสวัสดิการจะมีของบริการไม่มาก ดีที่เราเตรียมอาหารแหละเครื่องดื่มมาเป็นจำนวนมาก คืนนี้เราจะจัดปาตี้ พักผ่อนพร้อมลุยกันในวันพรุ้งนี้
บรรยากาศในอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
ภาพนี้จากจุดชมวิวเนินช้างเผือก ช่องเว้าด้านซ้ายมือ คืนพรุ้งนี้เราจะต้องไปนอนกันที่นั้น
ส่วนยอดสู้ที่สุดด้านขวามือคือยอดเขาช้างเผือกที่เราจะต้องไปพิชิต
ธรรมชาติในอุทยาน
แค้มของเราในคืนนี้
ธรรมชาติในอุทยาน [ภาพนี้ได้มีการแต่งสีเหลืองของต้นไม้เข้าไปนะครับ]
เจ้าถิ่น น้องแจ๋วแหวว
ตั้งแค้มกันเสร็จพวกเราเลยชวนกันไปเดินช๊อปปิ้งกันที่หมู่บ้านอีต่องเพื่อหาน้ำแข็งมาไว้กินกับเครื่องดื่ม แล้วแวะที่ ช่องมิตรภาพ ผาชูธง จุดชมวิวเนินช้างศึก
เริ่มด้วยที่ช่องมิตรภาพ เป็นช่องที่เจาะภูเขาเพื่อสร้านถนนข้ามหากันระหว่าง ไทยกับพม่า เราสามารถข้ามไปฝั่งพม่าโดยที่ไม่ต้องทำพาสปอตร์ได้ครับ ระหว่างช่องที่ข้ามถึงกันเราดูที่พื้นถนนครับว่าข้ามมาฝั่งพม่าแล้วหรือยัง จะเป็นทางลูกรังตัดกับทางปูนระหว่างช่องเขา ฝั่งไทยจะเป็นทางลูกรังพม่าจะเป็นทางปูน เศร้า
สักหนึ่งรูปสวัสดีพม่า
เครื่องแบบเค้าอาจจะดูดีไม่เท่าทหารเรา แต่ทางเค้าดีกว่า ฮ่าๆๆๆ
ผาชูธง บนผานี้จะมีธงไทยกับพม่า ส่วนถนนที่เห็นเป็นถนนของพม่า
ภาพนี้มาที่จุดชมวิวเนินช้างศึกแหละครับ
ภาพหมู่สักรูป เป็นที่ระทึก
อะ แถมภาพจ่าให้อีกซักใบ [ วืด ]
ขอโดดแถวนี้หน่อยว่าเป็นยังไง
แสงกำลังดี เลยจัดให้สาวสวยแต่อึด [มือใหม่หัดขึ้นเขาอย่าดูหน้าเค้าเป็นตัวอย่างนะ มีน้องสาวคนนึ่งในทริป เห็นเธอไหว เลยคิดว่าตัวเองก็ไหว แต่ที่ไหนได้เธออึดเกินหน้าตา]
เห็นน้องเค้าโดดโชว์เลยขออีกครั้ง เพราะที่แรกถ่ายไม่ทัน จะให้โดดครั้งที่สามก็กะไร ผลาดไปเลยลงเหวเดียวจะยืนอึ่งกันเป็นแถว
ก่อนลงจากจุดชมวิวเนินช้างศึกอีกสักใบแหละกัน
เห็นแล้วอดใจไม่ได้
ฮ่าๆๆๆๆ อันนี้แถมพระอาทิตย์ตกที่เนินช้างศึก
ลงมาจากจุดชมวิวเนินช้างศึกเราก็แวะช๊อปกันที่หมู่บ้านอีต่อง ได้ตะเกียงเอาไว้เสียบเทียน กับผ้าผันคอพม่าสวยๆผืนละ 100 บาท ไปฝากแม่ที่บ้าน แหละที่ขาดไม่ได้น้ำแข็งเป็นตัวช่วยทำความเย็นให้เครื่องดื่มกับของสดที่เตรียมมา
เราจบคืนนี้ด้วยปาตี้บาร์บิคิว ย่างไม่ทันก็จับมันทอดซะไวดี พร้อมด้วยมินิไส้กรอกแหละเน็กเก็ต ล้างปากด้วย Bacardi หลายรส ปิดท้ายด้วยมินิคอนเสริตของสุเมธแอนด์เดอะเป๋ง เฮ้ย สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง เฮ้ย ถูกแล้ว + + ที่ทำเอาใครหลายๆคนลำคานไปตามๆกัน
ผมเปิดภาพเช้าวันใหม่ด้วยภาพสีหวานจากจุดชมวิวกูดดอย
ตามด้วย พระจันทรืยิ้ม
แหละหมอกหวานๆ เหมือนสายไหม
ตรงนี้เป็นจุดชมวิวกูดดอยครับ ไว้ชมพระอาทิตย์ขึ้น
อีกหนึ่งภาพกับ หน้าที่ของคุณพระอาทิตย์
หลังจากนั้นเราก็ช่วยกันเก็บข้าวเก็บของ แล้วไปลงทะเบียนที่หน้าอุทยานเพื่อขอขึ้นเขาช้างเผือก ก่อนหน้านี้เราได้ติดต่อจองเจ้าหน้าที่นำทางและลูกหาบเอาไว้ เป็นเงินคนละ 700 บาท แหละจ่ายค่ากางเต้นอีกคนละ 30 บาท เราออกจาก อช.ทองผาภูมิไปที่หมู่บ้านอีต่องเจ้าหน้าที่และลูกหาบรอเราอยู่ที่นั้น พวกเราเตรียมสัมภาระเท่าที่จำเป็น แนะนำว่าน้ำควนจะเตรียมไปให้พอ ระหว่างเดินทางขึ้น ใช้ทำอาหารหรือธุระต่างๆด้านบน แล้วใช้ดื่มระหว่างทางลง ที่หมู่บ้านอีต่องเราแวะซื้อข้าวเที่ยงใส่ถุงไว้กินระหว่างทางเพื่อลูกหาบด้วย ส่วนเจ้าหน้าที่เค้าเตรียมมาพร้อม
เจ้าหน้าที่พาเราเดินทะลุไปท้ายของหมู่บ้าน เดินข้ามลำธานเล็กๆด้วยสะพานไม้ไผ่ พวกเราเดินสวนกลุ่มก่อนหน้านี้ที่กลับลงมา และก็เหมือนเป็นทำเนียน เฮ้ย ทำเนียมแลกประโยชน์ทักทายกัน "สวยไมครับข้างบน" เค้าก็รีบสวนกลับมาเหมือนรู้ว่าเราต้องถาม "มึงก็ขึ้นไปดูเองดิ" !!! ฮ่าๆๆๆ หลอกครับอันนั้นผมคิดเองในใจ ตอบเพื่อนแทนนักท่องเที่ยวที่เพื่อนผมถาม "สวยครับสุดยอด" เดินไปได้ไม่ทันไรก็เจอนักท่องเที่ยวที่กลับลงมา คงจะเป็นกลุ่มเดียวกันแต่เดินทิ้งห่างกันเป็นระยะๆ อารมณ์เหมือนพระออกบินฑบาทประมาณนั้น [จะบาปไม๊แซวพระ] แล้วก็ทักทายกันตามทำเนียน [ทำเนียนนี้แหละไม่ได้พิมพ์ผิดแต่ตั้งใจ] "อีกไกลไม๊ครับ" ยังไม่จบเสียงที่ถาม ฝั่งตรงข้ามก็ฝักปืนออกมา ยิงคำตอบสวนกลับมาเหมือนในหนังคาบอยดวลปืนกันว่า "มึงหันหลังกลับไปดิ ยังเห็นหมู่บ้านอีต่องอยู่เลยเสือกมาถาม" ฮ่าๆๆๆ เป็นคำพูดของผมในใจอีกนั้นแหละครับที่ตอบเพื่อนผมแทนนักท่องเที่ยว ก็มันเล่นทักทายด้วยคำถามที่ออกจะดูแมวๆไงก็ไม่รู้ นี้แหละครับผมถึงใช้คำว่าทักทายเป็นทำเนียน แทน ทำเนียม ว่าแต่นี้เรามาภูเขากันไม่ใช้หลอ ผมก็พาออกทะเลมาซะไกล ปะๆๆกลับเข้าฝั่งกัน
ระหว่างทางจะมีป้อมของทางอุทยาน พร้อมเจ้าหน้าที่คอยตรวจบัตรว่าเป็นคนไทยหรือพม่าแอบข้ามมา มะใช้ๆๆๆ ตรวจบัตรค่าทำเนียม ถ้าไม่ได้จ่ายมาก็เป็นค่าทำเนียนไปแหละกัน ยืนใบเซ็ดต่างๆพร้อมกับบัตรอินทรีแดงให้เค้าดู เออ ผมลืมเล่าเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่อุทยานคนนึ่งให้ฟัง เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากคอยจะอธิบายทุกอย่างให้เราฟังเหมือนเธอไม่ได้พูดมาสองสามวันยังไงยังงั้น ฮ่าๆๆๆแซวไปหนึ่งที นี้แหละครับหน้าที่ของผู้ที่ให้บริการที่ดีเธออะเลิทที่จะให้ข้อมูลมาก ตัวอักษรชักเยอะแหละไปดูภาพประกอบระหว่างเดินทางกันมั้งดีกว่า
วิวในช่วงแรกๆจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ครับ แต่ก็ยังพอมีบางที่จะได้เก็บภาพ
ภาพนี้เป็นยอดข้าวของใครบางตัว แฮะ
แล้วผมก็เริ่มเดินทิ้งห่างจากกลุ่มเพื่อไปหามุมรอถ่ายวีดีโอ อยากได้มุมที่เพื่อนๆกะลังเดินมากัน ระหว่างทางได้เดินสวนกับนักท่วงเที่ยวกลุ่มอื่นที่เดินกลับลงมา เห็นผมเดินสะพายเป้ใบใหญ่พร้อมแบกขาตั้งกล้องที่ติดกล้องติดกิ๊บไว้กับขาตั้งอยู่บนบ่าเดินผ่าน เลยอุทานขึ้นมาว่า "อยากได้มั้ง" ผมสวนกลับทันที "อะ มึงเอาแบก" ฮ่าๆๆๆๆสวนในใจนะครับ ผมได้แต่ส่งยิ้มแล้วเดินต่อไป แหละปลอบใจตัวเอง "เอานะอยากได้ภาพวีดีโอสวยๆนิ่งๆก็แบกไป" พอจะถ่ายภาพนิ่งก็ยกมันถ่ายทั้งขาตั้งนั้นแหละครับขี้เกลียดถอดเข้าถอดออก อะไรมันจะเยอะยังงี้
แหละผมก็เดินเก็บภาพมาตลอดทาง กลุ่มเพื่อนเดินตามมาถึงก็หยุดพักแล้วผมก็ออกเดินนำไปต่อ ไปรอข้างหน้า จนทางเริ่มชันขึ้น ปืนปล่ายมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น ล้ามากขึ้น ทางที่ผ่านมาเอาเรื่องไม่ใช้เล่น ก็เจอมุมสวยๆเลยหยุดพักและหยุดรอ ณ หุบกะเหรี่ยง ที่พี่ทหารบอกว่าเรามาได้ครึ่งทางแหละ
ผมกับพี่ทหารรอแล้วรอเล่า หลับไปแล้วสี่ห้าตื่น จะหยิบข้าวเที่ยงที่เตรียมมาขึ้นมากินก็กลัวเพื่อนว่ากินก่อนไม่รอกัน ผมก็ตะโกนลงไปแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ จนพี่ทหารต้องเดินย้อนลงกลับไปดู อะในที่สุดก็มากันแหละ
ระหว่างหยุดพักเอาไปหนึ่งรูป
กับภาพดับกระหายเท่ๆ
แล้วผมก็ชวนกินข้าวเที่ยง "กินเลย กินกันแล้ว" และก็ได้นั่งกินคนเดียวฮ่าๆๆๆ ระหว่างที่นั่งกินข้าวอยู่เพื่อนผมคนหนึ่งกระซิปบอกผมว่า "ระหว่างทางยุ้ยร้องไหร้ด้วย เลยหยุดกินข้าว แล้วเลยเล่นไพ่กัน" ไอหยุดพักกินข้าวยังพอเข้าใจ แต่เล่นไพ่ได้ด้วยนี้ชิวเกิน "ก็น้องเค้าร้องเลยชวนเล่นไพ่ จั่วไปสะอึกไป" ฮ่าๆๆๆๆ ยังมีอารมณ์เล่นน๊อ ที่แรกผมก็คิดว่าน้องเค้าเหนื่อยจนไม่ไหว มารู้ที่หลังว่าเค้ากลัวเป็นตัวถ่วงทำให้ช้า ไม่รู้ว่าอ้างหรือเปล่าฮ่าๆๆๆ
ระหว่างทาง
สงสัยจะแอบนั่งร้องไหร้อีก
จะพบเห็นได้ตลอดทาง เป็นดอกไม้ในวงศ์ I - ZAX [ดอกไม้ในใจเธอ แป๊ก] ผมถามพี่ทหารแล้วครับเค้าบอกไม่รู้จำไม่ได้ ผมก็เลยมัวเอา ฮ่าๆๆๆ
ทางเดินส่วนมากจะเป็นทุ่งโล่งๆแบบนี้แหละครับ
สูงสุดนั้นคือจุดหมายยอดเขาช้างเผือก
นี้จุดตั้งแค้มของเราในคืนนี้ครับ ไปถึงวางข้าวของแล้วขึ้นไปต่อให้ถึงยอดเขาช้างเผือกด้วยสองเท้าสองมือกล้องหนึ่งตัวกับใจหนึ่งดวง [ แต่มีสี่ห้องนะ ]
วิวระหว่างทางที่มองเห็นสันเขาด้านหน้า
นั่งมองจุดหมายข้างหน้า แต่คิดว่าจะข้ามเขาลูกข้างหน้าไปยังไง
อุปสักข้างหน้า
ข้างหน้าคือกลุ่มที่ออกตัวมาก่อนกำลังผ่านสันคมมีดเพื่อให้ถึงยอดเขาช้างเผือก
ยืนร้องไหร้ก็ได้อยู่
จากระยะไกลดูกันใกล้ๆอีกทีกับสันคมมีด
อ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลม
ถึงจุดตั้งแคมเราก็เดินกันต่อเพื่อให้ถึงยอดช้างเผือก
แค่ทางผ่านเลยขอพัก
วอมก่อนถึงจุดวัดใจ
วิวระหว่างทาง
ช่วงวัดใจจากมุมล่าง
มุมบน
ระยะไกล ที่เห็นสองข้างทางเป็นเหว
ให้หนึ่งใบเท่ๆ ของน้องษาสาวอึดไม่สนหน้าตา [แต่มาสาระภาพภายหลังว่า เป็นคนกลัวความสูง]
ย้อนแสงหญ้าสีทอง
ดอกหญ้าสีทอง
เหนื่อยนักก็พักก่อน
จะรอที่ทางช้างเผือก
มุมบังคับ
อย่าหาว่าเชยเลยถ่ายกับป้าย ขึ้นมาตั้งไกลขอสักหน่อย
ได้สักรูปเท่ๆแล้ว ปะลง [มายืนยังไม่ถึงสิบนาทีเลยลงสะแหละ]
ขอจบด้วยภาพสบายใจชิวๆกับพี่แอม คนดูแลเรื่องการประสานงาต่างๆ เฮ้ย งาน เฮ้ย ถูกแล้ว
เรากลับลงมาที่แค้มเตรียมอาหารในมื้อนี้กันคนละไม้คนละมือ แล้วมานั่งตั้งวงล้อมกันเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ พร้อมกับบทสนทนาต่างๆนาๆ ระหว่างที่ผมนั่งฟังก็คิดถึงครั้งอุ้มผามีคำเฉพาะทางในทริปนั้น "โค้งหักศอกปางอุ๋ง พี่ลุยมาแล้ว" คนขับรถตู้ใช้โม้ระหว่างทางแล้วสุดท้ายก็พาเราไปไม่ถึง "กินข้าวกับมาม่า แม่ผมบอกโครตโง่เลย เพราะกินแป้งกับแป้ง" เด็กจ้อนคนหนึ่งพูดขึ้นในมื้อเย็น คำพูดเหล่านั้นผมได้ยินตลอดทางในทริปนี้ ก็คงไม่ต่างกัน บทสนทนาในคำคืนนี้ผมคงจะได้ยินในทริปหน้า ไม่ว่าจะเป็น "ยุ้ยอึดนะ" กลายมาเป็น "ยุ้ยอืดนะ" เพราะเธอมานั่งร้องไหร้ระว่างทางไม่สมยั่งที่คุยไว้ก่อนหน้าที่จะมา "ก็ยุ้ยเห็นพี่ษาไหว ยุ้ยก็นึกว่ายุ้ยไหว" ไม่รู้สะแล้วว่าพี่ษาของน้องยุ้ยอึดไม่เข้ากับหน้า แต่ผมก็เชื่อว่าเธอจะได้ประสบการณ์ต่อความไม่ย่อท้อ ถึงต่อให้เราเหนื่อยแค่ไหน พักแล้วก็ไปต่อได้ ถึงต้องเสียน้ำตา เดียวมันก็หยุด หยุดแล้วไปต่อให้ถึงจุดหมายที่เราวางไว้ มันได้เอาไปใช้กับชีวิตจริงของเธอแน่นอน....
ผมขอย้อนกลับไปที่ยอดเขาช้างเผือก ผมใช้เวลาอยู่บนนั้นไม่ถึงสิบนาทีแล้วกลับลงมา มีหนึ่งคำถามที่เกิดขึ้นบนนั้นเป็นคำถามเดิมๆที่เพื่อนผมถามว่า
"มาทำไม"
แหละผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกถามด้วยว่า
"สวยไหม" "แหละที่ไหนสวยกว่ากัน"
คำตอบคือ
"สวย" "แหละไม่มีที่ไหนสวยเท่ากับใจเรา"
ผมจึงได้คำตอบ กับคำถามที่ว่า
"มาทำไม"
ผมมาเพื่อให้คนอื่นได้ถาม แหละถ่ายทอดสิ่งที่ได้ไปสัมผัส
"ว่าสิ่งที่อยู่ในใจผมมันสวยแค่ไหน"
ตามไปดูภาพเพิ่มเติมได้ที่นี้ครับ >>> pen9.multiply.com
ตามไปดูวีดีโอได้ที่นี้ครับ >>> youtube.com































































